Showing posts with label ค่านิยม. Show all posts
Showing posts with label ค่านิยม. Show all posts

Wednesday, June 20, 2012

มอง IT Thai ในมุมนักออกแบบ


จะว่าไปเมืองไทยกำลัง จะเข้าสู่การร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Econicmic Comunity) วงการ it ก็เป็นหนึ่งในกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการเกษตรกรรม...​

แน่นอนว่าประเทศเราในวงการ it ก็ยังคงเป็นประเทศโลกที่สาม ในสายตาต่างชาติ เลือกที่จะมาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทย เอาไปตีตราต่างชาติ แล้วก็กลับมาขายคนไทย ด้วยราคาที่ตลาดโลกกำหนดมาแล้ว

หลายๆคนเคยบ่นกับผมเรื่องนี้ว่า "ต่างชาติมันเอาวัตถุดิบเมืองไทยไปราคาถูก เอาไปติดยี่ห้อแล้ว กลับมาขายในราคาแพง" ผมเลยชี้แจงกับเพื่อนแบบอุปมาอุปมัยไปว่า เวลาเราจะสร้างบ้านสักหลัง คนคนเดียวคงทำไม่สำเร็จ เมืองไทยก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างบ้าน แต่เราเป็นเหมือนกรรมกร ค่าแรงขั้นต่ำ เราไม่มีสถาปนิิกเป็นของตัวเอง เราไม่มีวิศวกรเป็นของตัวเอง ประเทศเรายังด้อยเรื่องการสนับสนุนด้านการออกแบบ ทั้งๆที่คนของเราแข็งแกร่งมาก แต่เราใช้คนอย่าไม่รู้คุณค่า สักเท่าไหร่

ผมเคยคุยกับวงการธุรกิจ it ในต่างประเทศมามากพอสมควร แต่เขากลับมองเมืองไทยว่า เมืองไทยมีทรัพยากรบุคคลด้านการออกแบบที่ดีมาก แต่ทำไมเมืองไทยไปให้ค่าความสำคัญกับโปรแกรมเมอร์มากเกินเหตุ...(หมายถึงเน้นไปทางรับจ้างผลิตมากกว่าทางคิดที่จะออกแบบเอง) ทั้งๆที่เราควรจะพลักดันนักออกแบบด้วย... ด้วยเหตุนี้ต่างชาติหลายบริษัทได้เล็งเห็น หลายท่านบอกกับผมว่า นักออกแบบเมืองไทยเก่งมาก เขาจึงต้องมาเปิดแผนกออกแบบที่ไทย แล้วใช้ โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ (แต่รายได้เข้าบริษัทต่างชาติ) "ถ้าว่ากันตามจริง โปรแกรมเมอร์เมืองไทย โดยรวมยังสู้ต่างประเทศไม่ได้หรอก... ถึงจะมีก็น้อยและค่าตัวแพงเกินไป ถ้าเทียบกันแล้วเรายอมจ้าโปรแกรมเมอร์จากอินเดียที่ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ค่าใช้จ่ายหายไปเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว" ;CEO singapore digital media

(พูดแบบนี้ ท่านโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายอย่าเพิ่งน้อยใจ เดี๋ยวจะมี drama ตามมาอีก) 

ผมได้ลองศึกษาดูประเทศเพื่อนบ้างต่างๆ ผมพบว่าประเทศไต้หวันก็เริ่มมาจากการเป็นกรรมกร it นี้แหละรับจ้างผลิต จนปัจจุบันเค้าได้เน้นเรื่องการออกแบบ มากขึ้นจนสินค้า brand สินค้า taiwan เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก....คือ เขาผลิตเองได้ ตั้งแต่ชิ้นส่วน วิศวกรรมที่ดี และมีการออกแบบที่ดี การตลาดที่ดี เชื่อเถอะว่าเวลาคนซื้อสินค้าต่างๆ เว้บ!! แรกที่คนจะตัดสินใจคือรูปลักษณ์ภายนอก แล้วค่อยมาดูภายใน....​
เวลาคุณซื้อมือถือ สิ่งแรกที่จะดึงดูดสายตาคนได้เลย คือ "สวย" ข้อต่อมาคือ ฟังก์ชั่นการใช้งาน
แต่การทำงานในเมืองไทยเท่าที่ผมประสบมาก็คือ เขาใช้โปรแกรมเมอร์ เป็นคนออกแบบ ซึ่งออกมาก็ถูลู่ถูกัง หาความสวยไม่ได้เลย ไอที่ดูดีก็เหมือนจะไปลอกเขามา ไปเลียนแบบเขามา ซึ่งไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเท่าไหร่...น้อยบริษัท ที่จะมีนักออกแบบดีๆ ทำงาน ที่น่าน้อยใจที่รายได้นักออกแบบเมืองไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะที่โปรแกรมเมอร์เงินเดือนสูงลิ่ว.... และน้อยบริษัท ที่จะมีนักออกแบบทำงานได้เข้าขากับ โปรแกรมเมอร์….. ยกตัวอย่างเช่น

เวลามีโปรเจค ออกแบบ website หรืออะไรต่างๆ แน่นอนว่าลูกค้าที่เปิดเว็บไซต์ดูนั้น เขาไม่มีทางเห็น code ที่คุณเขียนว่าซับซ้อนเพียงไหน... เขาจะเห็นเพียงแค่หน้าตาภายนอก ว่ามันสวยดึงดูดใจ ใช้งานง่าย เวลานักออกแบบได้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อที่จะดึงดูดสายตาหรือ impact คนดูนั้น เวลาสรุปงานเราจะพบ programmer หลายท่านบอกว่า 

"โอ้ย...ยากไม่ทำหรอก เปลี่ยนนั้นได้มั้ย ทำนี้ได้มั้ย"  (มันอาจจะไม่ได้เป็นทุกที่ แต่ส่วนใหญ่จะเจอ) น้อยที่นักจะเจอแบบว่าโอ้ มันท้าทายส่งมาเลยผมชอบ... ไม่ใช่วิสัยของโปรแกรมเมอร์ไทย ที่ผมรู้จักแน่ๆ ทีนี้เราต้องรักษาสมดุลระหว่างงานออกแบบ กับส่วนโปรแกรมให้ได้ ให้มันไปในทางเดียวกันได้

ที่ผมกล่าวมาผมไม่ได้ว่าจะน้อยใจ หรือลำเอียงเพราะผมเป็นนักออกแบบแต่อย่างใด …. เพียงแต่ว่า การเปิดเสรีอาเซียน เราจะต้องแข่งกับประเทศที่พร้อมกว่าในหลายๆด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา หากเราไม่พัฒนาตัวเอง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เราจะตกไปอยู่รั้งท้าย และตกที่นั่งลำบาก
ซึ่ง ณ ปัจจุบันเราแยก IT ว่าเป็นเรื่องของ วิศวกรรม และเทคโนโลยี แต่จริงๆแล้ว IT หรือ INFORMATION TECHNOLOGY มันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา มันคือผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุนทรียะและการออกแบบที่จะใส่ลงไป มันก็คล้ายๆกับการกินข้าวเปล่า ซึ่งแทบไม่มีรสชาดอะไรเลย...และท้ายนี้ของให้ใช้ technology ในทางสร้างสรรค์ครับ

Saturday, April 28, 2012

Scratch กรรม


เห็นเดี๋ยวนี้มีออกกันมาเยอะเหลือเกิน...หนังสือแนวประเภท สแกนกรรม สเก็ตกรรม copy cut & paste กรรม สัมผัสต่างๆนานา.... วันนี้เลยขอรับหน้าที่อาสาเป็น DJ มา scratch กรรม ให้ท่านทั้งหลายได้ฟังกัน.....

มันก็นานาจิตตัง... โปรดใช้วิจารณญาณ ในการชม
หลังจากนี้ไปจะเป็นการ dramaในแบบฉบับของผมล้วนๆ ผมเป็นอีกคนที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

มันมีคำถามขึ้นมาในหัวว่า
"คนเหล่านี้เค้ามีพลังพิเศษจริงหรือจะเชื่อได้จริงมั้ย" 
"คนเหล่านี้เขาต้องการช่วยคนจริงหรือแค่เขียนหนังสือเพื่อหารายได้"
ไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวที่เขียนหนังสือนั้นแหละรู้ดี

Ok ... เรามาพูดกันต่อ กรรมคือ อะไร กรรมคือส่วนที่ต่อมาจากกิริยา ที่ต้องมีประธาน จริงจะเป็นประโยคที่สมบูรณ์ เอร้ย!!!! นี้มันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ...อันนี้มุข

กรรม มันก็คือผลที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำ ยกตัวอย่าง

  • กรรมเปรียบเสมือน หยดหมึกในแก้วน้ำ เมื่อมันหยดลงไปแล้ว ทำอย่างไรมันก็ไม่มีทางหายไปได้ มันแค่เจือจาง และมองเห็นได้.... 
  • หมายความว่า คนที่สามารถมองเห็นเจ้ากรรมนายเวรของคนอื่นได้มีจริงหรือไม่ ขอตอบว่ามีครับ , 
  • แต่ถ้าถามว่าคนที่สามารถแก้กรรมให้หมดไปมีจริงหรือไม่ ขอตอบว่าไม่มีครับ...
  • มันคงทำได้แค่ยื้อเวลา หรือทำให้สบายใจไปช่วงหนึ่งแต่ถึงอย่างไรคุณก็ต้องรับผลกรรมนั้นอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว


เรามาวิเคราะห์กันต่อเกี่ยวกับเรื่อง สแกนกรรม ในเชิงจิตวิทยา ... ทำไมหนังสือเหล่านี้ ถึงออกมามาก
ข้อแรก มันเป็นที่นิยมากหมู่ของบุคคลผู้ที่ไร้ที่พึ่งทางจิตใจ
ข้อสอง มันได้รับการโปรโมทจากสำนักพิมพ์ต่างๆเพื่อสร้างกระแส และสร้างยอดขาย

แล้วมันแสดงให้เห็นถึงอะไรในยุคนี้บ้าง
ผู้คนไม่ได้เกรงกลัวในการทำบาป แต่เกรงกลัวในผลของมัน...
เพราะถ้าเราได้ละอาย ต่อการกระทำผิด คิดก่อนกระทำ เราคงไม่มานั่งนึกถึงผลของมัน
เพราะคนเดี๋ยวนี้บางคนคิดว่าเอ่อ มันสแกนกรรม กันได้ ไม่เป็นไรหรอก...ก็เลยกระทำกรรมบางอย่างแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะ ปรี้ด !!!!!!. สแกนได้...มันจะละเอียดถึง 2000dpi รึเปล่าน้อ

ถึงเราเกรงกลัวต่อผลของบาป แต่เราเข้าวัดกันน้อยลง หรือเข้าไปเฉพาะตอนทุกข์หนักจริงๆ และคนในยุคนี้ก็เชื่อหมอดูมากกว่า คำสอนของพุทธองค์ จริงๆน่ะ...

เรามาคิดย้อนกลับในเชิงวิเคราะห์ จะเริ่ม scratch อย่างเป็นจังหวะ
ถ้าจะให้พูดกันตรงๆวัดทั่วไปนี้น่ะครับไม่มีเวลาเปิดหรือเวลาปิด คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าวัดจะอ้างว่า

  • ไม่มีเวลา (แต่นาฬิกาก็ใส่)
  • งานยุ่ง (แต่facebook ทั้งวัน)

บลาๆ...

ผมเคยวิเคราะห์ว่า (ในเขตบริเวณกรุงเทพ)
1.วัดบางแห่งไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า (ถึงติดสถานีก็ไม่เข้าเชื่อปล่าวล่ะ)
2.คนนิยมเดินห้าง หรือแหล่งจูงใจอย่างอื่นมากกว่า ใช่สิ วัดมันไม่จูงใจนิ

สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อคือสิ่งต่อไปนี้

เราไม่ต้องการจูงใจให้คนเข้าวัดมากขึ้นสักทีเดียว เพราะสิ่งที่เรามองเห็นคือ คนสมัยนี้มีความเครียดกันเยอะขึ้น และเลือกที่จะผ่อนคลายด้วยการเดินห้างดูหนังพอกพูนกิเลสให้หนากว่าเดิม เพราะเขาเหล่านั้นมองว่าการเข้าวัดเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย จะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะมีใครสักคนทำ meditation center ไว้ในห้างสรรพสินค้า หรือกลางเมือง ให้คนเข้าไปนั่งสมาธิ นั่งผ่อนคลายทางจิต นั่งอ่านหนังสือมีที่สงบๆให้เขาได้พักจิตใจ คือมันไม่จำเป็นต้องเป็นวัด... เพราะว่าจะดูเหมือนเกิดการขัดแย้ง เอาวัดไปตั้งในดงกิเลส คนไทยจะ Drama กันมากมาย อ้างถึงความไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นมันอาจจะเป็นในรูปของเอกชน ที่ไม่ได้เกี่ยวของกับกิจของสงฆ์แบบต่างประเทศ ....​

ผลที่ตามมา เราคาดว่า เมื่อมีสถานที่แบบนี้เกิดขึ้น คนก็จะได้รับการขัดเกลาจิตใจมากขึ้น เมื่อความสบายใจเกิดขึ้น ใจบริสุทธิ์มากขึ้น กรรมชั่วก็จะก่อน้อยลง....ที่นี้เราก็คงไม่ต้องพึ่งการสแกน กรรมอีกต่อไป...

"ในขณะที่ทุกๆอย่างมันเร่งรีบเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว เราลองลดspeed ชีวิตให้ช้าลงดูบ้าง จะดีไหม เผื่อความสุขที่เราตามหาอาจจะอยู่ข้างๆกายเราโดยที่เราไม่ทันสังเกตุ"

Wednesday, November 16, 2011

การให้เครดิตเจ้าของงาน...ที่คนไทยละเลย...


ผมกำลังคิดถึงเรื่องการให้เครดิตเจ้าของงาน...ที่คนไทยละเลย...

บางครั้งเนี้ยนักออกแบบหรือศิลปิน บางคนสร้างผลงานขึ้นมาโดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร เขาสร้างขึ้นมาด้วยใจ และ ความรู้สึกที่อยากจะสร้างงานนั้นอย่างแท้จริง และ อยากเผยแพร่งานนั้นให้คนอื่นได้รับชม

บางครั้งแค่ การให้เครดิต การให้ที่มาก็เป็นกำลังใจได้มากต่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่ต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่นี้สิ่งที่ผมพบเจอมากับตัวในประเทศไทย คือ ประเทศไทย ส่วนใหญ่ ไม่ให้ความสำคัญกับการให้เครดิตสักเท่าไหร่ และที่แย่ไปกว่านั้น คือการ ดิสเครดิต (Dis-credit) คือการเอาชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงานออก แล้วนำมาเป็นผลงานตัวเอง ลักษณะแบบนี้จะเข้าข่ายการโจรกรรมผลงาน บางครั้งงานได้ที่ทำ และเผยแพร่ออกไป ก็ได้ใส่ชื่อเจ้าของผลงานลงไปด้วย ...ก็ยังมีคนมีดี เอาผลงานนั้น ไปลบชื่อ คนทำออก และนำไปเผยแพร่เอง
(ผมจะไม่พูดถึงเรื่องของการนำงานนั้นๆ ไปดัดแปลง) และบางครั้งผู้สร้างผลงาน ต้องถึงกับใส่ลายน้ำลงไปในภาพ (ทั้งๆที่ไม่อยากทำ) บางคนก็พยายามที่จะลบลายน้ำนั้นออกไป

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงาน หรือ ชื่นชมผลานคนอื่น คุณจะเข้าใจ และคิดว่า "เฮ้ย...งานนี้เจ๋งว่ะใครทำเนี้ย ชื่นชมผลงานจัง... หรือ คนที่ทำเขาก็ดีใจ... เฮ้ยมีคนชื่นชมผลงานเราขนาดนี้เหรอ..."
ในโลก ออนไลน์เวลาคุณชมผลงานในแต่ล่ะครั้ง เขาก็ไม่ได้เก็บ เงินคุณจริงมั้ยครับ...กับผลงานของคนธรรมดาทั้งไปที่ไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ

ผมอยากจะฝากเอาไว้ว่า
จริงๆแล้วเนี้ย อยากให้ปลูกฝังค่านิยมตรงนี้ ว่า ถ้าคุณรู้ที่มาที่ไปของงาน ชิ้นหนึ่ง คุณควรที่จะบอกที่มา หรือให้เครดิตเขาซักนิดเถอะครับ  มันไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มและ มันจะเป็นกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานต่อไป...
สิ่งนี้อาจจะนำไปสู่ ค่านิยมในเรื่องของลิขสิทธิ์ ด้วย... แล้วคุณจะภูมิใจในสิ่งที่คุณได้ทำ